นายกฯย้ำ 2 ค่ายมือถือแถลงกดดันไม่เป็นผล ยันไม่เลือกปฏิบัติ แจง 3 จีเป็นอำนาจของกทช.ไม่ใช่รัฐบาล โต้เดือดข้องใจเอไอเอสไม่เคยทำหนังสือร้องเรียนเหมือนดีแทค แต่กล่าวหาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ย้อนถามมีเจตนาอะไรหรือเพราะถูกตรวจสอบเรื่องสัญญา จุติรับลูกลั่นยุคนี้ไม่ใช่ปี 39 ที่อันธพาลการเมืองครอบงำอุตฯ โทรคม เอไอเอสอย่า ใช้รัฐบาลเป็นหุ่นเชิดสนองความต้องการตัวเอง ย้ำ "ดีแทค" ไม่ต้องกังวลรัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ ชี้เรื่องซื้อฮัทช์เป็นการทำธุรกิจระหว่างเอกชนกับเอกชน ถ้ากลัวจะไม่ยุติธรรมก็ไปประมูลซื้อแข่งกันเอง เอไอเอสศอกกลับไม่เคยร้องเรียน แค่เร่งความชัดเจน เป็นการทำหน้าที่ในฐานะลูกจ้าง และผู้บริหารบริษัท
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานกรมการขนส่งทหารบก (ขสทบ.) ก่อนเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กรณีผู้บริหาร 2 ค่ายมือถือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แถลงร่วมกันเมื่อ 8 ธ.ค. เรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะมีเรื่องที่ปนกันอยู่หลายเรื่องและต้องพูดเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เรื่องแรกเกี่ยวกับการประมูล 3 จีและการทำตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องของ 3 จีที่จริงทุกบริษัททราบอยู่แล้วว่าเป็นอำนาจของใคร ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล และการที่จะมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ก็เป็นการวินิจฉัยของศาลไม่ได้เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล เพราะเมื่อรัฐบาลเห็นปัญหาก็ได้เร่งรัดกฎหมายซึ่งขณะนี้ก็ผลักดันจนผ่านสภา และเมื่อผ่านแล้วเราก็พูดชัดเจนในการเตรียมการที่จะดำเนินการตามกรอบของ กฎหมายที่จะตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสทช.)
“ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้บริหารเอไอเอสมีเจตนาอะไรที่มากล่าวหา รัฐบาลเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันมีปัญหาความขัดแย้งเดิมหรือเปล่าในสัญญาที่ถูกตรวจสอบ โดยคณะกรรมการชุดต่างๆ และก็มีเรื่องของสัญญาที่อาจไปเอื้อประโยชน์กันในอดีตแล้วก็ต้องมีการดำเนิน การ เพราะเรื่องนี้รัฐบาลได้แสดงจุดยืนชัดเจนผลักดันเร่งรัดตามอำนาจหน้าที่ของ รัฐบาล ส่วนที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลผู้บริหารเอไอเอสย่อมทราบอยู่แล้วว่าไม่ ใช่เรื่องที่จะมากดดันรัฐบาล” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องที่บอกว่ามีปัญหาความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในเรื่องของการอนุญาต เขาขอเรียนว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากดีแทคแต่ไม่เคยได้รับหนังสือจากเอไอเอสที่ไป บอกว่าร้องเขาแล้วเขาไม่ทำอะไร ก็ไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร ส่วนกรณีของดีแทคนั้นเมื่อหนังสือมาถึงก็ได้ส่งหนังสือต่อไปยังกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีก็ได้รายงานมาเบื้องต้นและยืนยันว่าเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ทั้งนี้หากมีข้อข้องใจก็สอบถามกันได้
“เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ แต่ว่าผมข้องใจผู้บริหารเอไอเอสว่ามีเจตนาอะไร เพราะว่าผมก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรที่เป็นสิ่งที่ไปกระทบกระเทือนสร้างความ เสียหาย ยกเว้นทำหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าแสดงว่าเชื่อว่าผู้บริหารเอไอเอสใช้เรื่องนี้มากดดันรัฐบาลเพื่อไม่ให้ไปรื้อสัญญาสัมปทานใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าเขามีเจตนาอะไร แต่แปลกใจว่าที่กล่าวหารัฐบาลมันไม่มีเหตุมีผล เมื่อถามว่าทั้ง 2 บริษัทพูดลักษณะที่ว่าถูกเลือกปฏิบัติในหลายกรณี นายกฯ กล่าวว่า ได้เรียนแล้วว่าดีแทคได้ทำหนังสือร้องเรียนมา เขาก็ส่งให้กระทรวงไอซีทีและไอซีทีก็รายงานเบื้องต้นยืนยันว่าไม่ได้เลือก ปฏิบัติ แต่หากข้อเท็จจริงมีอะไรเพิ่มเติมที่อยากจะร้องเรียนมาก็ทำได้
“ อันนี้ผมเข้าใจเวลาที่บริษัทร้องเรียนมาอะไรต่างๆ หน่วยงานมีความเห็นอย่างหนึ่ง หากมีความเห็นไม่ตรงกันก็สามารถร้องเรียนได้ไม่มีปัญหา แต่ที่ผมข้องใจคือเอไอเอสเพราะว่าไม่ได้มีการร้องเรียนมาแล้วบอกว่าร้อง เรียนมา” นายกฯ กล่าว
เมื่อ ถามว่าทำหนังสือของเอไอเอสตกหล่นไว้ที่ไหนหรือเปล่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตกหล่นหรือเปล่า แต่ว่าก็สามารถติดตามกันได้ แต่ว่าที่มากล่าวหาเรื่องอื่นก็ไม่จริงอีก
ถามว่าทั้ง 2 บริษัทระบุว่ามีบริษัทหนึ่งที่เป็นคู่แข่งมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อันนั้นเขาก็อ้างมา และเขาก็ให้กระทรวงไอซีทีได้ชี้แจงแล้ว
เมื่อถามว่าเป็นเพราะถูกมอง ว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่เป็นเจ้าของเครือข่ายทรูมูฟมีความเชื่อม โยงกับรัฐบาลแล้วได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลเหนือกว่าทั้ง 2 บริษัท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงไอซีทีได้อธิบายกับเขาว่าไม่เลือกปฏิบัติ แต่ว่าเรื่องนี้ถ้ามีข้อข้องใจก็สอบถามได้
เมื่อถามว่ารัฐได้ทำอะไร ในส่วนที่ต้องวางกติกาให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่จริงหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ กทช. และจะมีปัญหากรณีสัมปทานซึ่งอำนาจอยู่ที่ กสท กับทีโอที ซึ่งได้เรียนแล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันคือการทำอย่างไรให้การกำกับ ดูแลเข้ามาสู่กติกาเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนมากและอยู่ระหว่างการดำเนินการของกระทรวงการคลังและ กระทรวงไอซีที
เมื่อถามว่าแต่มีการจับมือกันของบริษัทเอกชนรายใหญ่จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเรื่องของการดูแลธุรกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าพร้อมให้ความเป็นธรรมและที่ผ่านมาในทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม เวลาที่เกิดปัญหาก็มีช่องทางเสนอผ่านกรอ.และมีช่องทางปรึกษาหารือกันได้ เกือบตลอดเวลาซึ่งรัฐบาลให้ความเป็นธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหากมีอะไรก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้แล้วได้
เมื่อถามว่าสิ่งที่ 2 บริษัททำกดดันรัฐบาลได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “กดดันอะไรไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าผมก็มีหน้าที่ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกาแล้วก็ยินดีที่จะให้ ความเป็นธรรม แต่ผมข้องใจการกล่าวหาซึ่งไม่ถูกต้อง"
จุติย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นายจุติ รมว.ไอซีที กล่าวว่า การที่นายวิเชียร เฆมตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส ออกมาระบุว่า ที่ผ่านมาไม่รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลในการทำธุรกิจอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะนายวิเชียรเดินทางมาประชุมร่วมกับเขาบ่อยครั้งในโครงการบรอดแบนด์แห่ง ชาติ ซึ่งหากมีเรื่องอึดอัดหรือปัญหาความไม่เข้าใจ ต้องการให้ไอซีทีช่วยเรื่องใด ก็ควรพูดกันต่อหน้าไม่ใช่ไปแถลงข่าวผ่านสื่อออกทีวี
อย่างไรก็ตาม ไอซีทีจะ ไม่เรียกเอกชนทั้ง 2 คือเอไอเอส และดีแทคมาเจรจา เนื่องจากโอเปอเรเตอร์ดังกล่าวเป็นผู้เลือกที่ใช้วิธีการออกมาร้องขอความ เป็นธรรมต่อสื่อมวลชน ดังนั้น หากจะเข้ามาหารือร่วมกันก็ต้องทำหนังสือเข้ามาเอง แต่เขาเห็นว่า ไอซีทีกับ เอไอเอส และดีแทค ไม่มีข้อข้องใจอะไรต่อกันแล้ว เพราะมั่นใจว่าที่ผ่านมา การบริหารงานกระทรวงของเขา ได้ดำเนินการอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมาตลอด
"ผม ไม่ยอมให้เขาออกมาด่าผมในที่แจ้ง และมาขอโทษในที่ลับ ดังนั้น จะไม่มีการคุยกันอีก แต่ในแง่มารยาทดีแทคยังดี มียื่นหนังสือทำเอกสารเป็นทางการกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าต้องการเรียกร้องอะไรบ้าง แต่เอไอเอสไม่เคยส่งสัญญาณอะไรแม้แต่น้อย เจอหน้ากับเขา (วิเชียร เอไอเอส) ก็ปกติดี แต่จู่ๆ ก็ออกมา ประกาศปาวๆ ออกสื่อว่า อยากให้รัฐบาลทำอย่างนั้นอย่างนี้"รมว.ไอซีทีกล่าว
แขวะเอไอเอสคนเคยตัว เขา กล่าวอีกว่า การกระทำของเอไอเอสมีลักษณะเหมือนคนวิตกจริตไปเอง ทึกทักกลัวไปเองว่า จะได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาลไม่เป็นธรรม แต่อยากให้เอไอเอสเข้าใจไว้เลยว่านี่คือปี 2553 ไม่ใช่ปี 2539 ที่มีอันธพาลการเมืองเข้ามาล้วงลูกตลาดโทรคม ถ้าเอไอเอสกังวลว่ารัฐบาลชุดนี้ จะยกหางโอเปอเรเตอร์อีกรายหนึ่ง ก็อยากให้เข้าใจเสียใหม่ว่า นโยบายของไอซีทียุคนี้คือเสรีและยุติธรรมกับทุกฝ่าย ตรวจสอบได้
พร้อมกล่าวด้วยว่า เอไอเอสเหมือน คนเคยตัว เขายืนค้ำหัวคนอื่นมาตลอด อยู่ล้ำหน้าคู่แข่งก้าวหรือสองก้าวเสมอ แต่เมื่อเห็นทีท่าว่าการแข่งขันของโอ เปอเรเตอร์รายอื่นจะขึ้นมาอยู่เสมอภาคกันก็ยอมไม่ได้
รวมทั้ง กรณีที่นายวิเชียร ออกมาระบุว่าตัวเองเป็นพนักงานบริษัททำงานรับเงินเดือนและมีความเป็นมือ อาชีพเพียงพอ แต่เขาก็อยากจะตอบโต้กลับไปบ้างว่า ตัวเองก็รับใช้ประชาชนทั้งประเทศ เอไอเอสต้องรักษาผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็มีแค่คนกลุ่มเดียวคือต่างชาติ ต่างกับเขาที่รักษาผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ
"อยาก ให้นายวิเชียร ไตร่ตรองคำพูดของตัวเองเสียก่อน เพราะผลประโยชน์ของประเทศก็ระบุอย่างชัดเจนในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ว่าเอไอเอสได้ประโยชน์จากอดีตนายกฯหรือ ไม่ คำพิพากษาของศาลฯก็ระบุชัดเจนอยู่แล้ว และบมจ.ทีโอทีก็ได้สรุปความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาของเอไอเอสแล้ว 1.1 แสนล้านบาท นี่ต่างหากที่บริษัทเอกชนไทยควรคำนึงถึงผลประโยชน์ ไม่ใช่กลัวแต่ว่าผู้ถือหุ้นต่างชาติจะมีเงิน กระเป๋าน้อยลง"
ทำไมไม่ไปแย่งซื้อ"ฮัทช์" ส่วน การเข้าที่บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น จะเข้าซื้อกิจการของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ 25 จังหวัดนั้น ไอซีทีไม่ เคยเอื้อประโยชน์ให้ใครรายใดรายหนึ่ง และหากเกรงว่าหากทรูซื้อฮัทช์สำเร็จจะเสียเปรียบในธุรกิจ ก็ควรไปติดต่อซื้อกิจการฮัทช์ ไปประมูลแข่งขันกับทรูเลยดีกว่า
นาย จุติ กล่าวอีกว่า หากเอไอเอสกลัวว่าการซื้อฮัทช์จะกระทำโดยไม่ผ่านคณะกรรมการมาตร 22 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ก็อยากให้เข้าว่ารัฐบาลและกระทรวงมีการตรวจสอบสัญญาทุกฉบับที่แก้ไข ไม่ใช่จะจ้องจับผิดหรือเอาผิดแต่เอไอเอส ซึ่งหากทรูซื้อฮัทช์ก็ต้องดำเนินการในประเด็นกฎหมายให้ถูกต้องแน่นอน
เขา ระบุถึงกรณีที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอทีได้มีมติเลิกจ้างนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที มีผลวันที่ 8 ม.ค.2554 ว่า บอร์ดไม่ได้ปรึกษาหรือมาขออนุญาตก่อนที่จะเลิกจ้าง เพียงแต่ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 วัน นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดทีโอทีมาอธิบายปัญหาว่า รู้สึกอึดอัดใจที่มอบหมายงานอะไรให้นายวรุธ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควรโดยเฉพาะเรื่องการเปิดขายซองประมุลโครงการ 3จี
เอไอเอสสวนไม่เคยร้องเรียน นาย วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ขอยืนยันถึงวัตถุประสงค์ของการแถลงข่าว “เปิดใจ เอไอเอส - ดีแทค บนเส้นทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย” เมื่อ 8 ธ.ค. มิได้ออกมากดดันรัฐบาลแต่อย่างใด ในทางกลับกันบริษัทพร้อมสนับสนุนและขอขอบคุณรัฐบาลที่ดำเนินการผลักดันให้ เกิดคณะกรรมการองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งบริษัทต้องการให้รัฐบาลผลักดันให้เกิดการประมูลใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพราะหากสามารถดำเนินการส่วนนี้ได้สำเร็จ ผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกิดจากการมีไลเซ่น 3จี จะก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
ขณะเดียวกัน บริษัทต้องการที่จะเห็นการแข่งขัน การดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส เท่าเทียมกันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าว บริษัทไม่ต้องการจะร้องเรียนหรือมีเจตนากล่าวหาใคร ว่าไม่โปร่งใส หรือกระทำการใดที่ก่อเกิดความไม่เท่าเทียมกัน
"หากอ่านข้อความโดย ละเอียดก็จะทราบว่า ผมไม่ได้ว่ารัฐบาล ผมไม่เคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐ เพียงออกมาเร่งให้เกิดความชัดเจน ไม่เคยคาดคั้น กำหนดวัน บางคนก็ออกมาบอกว่าเคยได้ไปเยอะ ถูกเอาคืนบ้างก็โวย ซึ่งเรายืนยันทำธุรกิจถูกกฎหมายมาโดยตลอด รวมทั้งเรื่องมาตรา 22 ก็เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ หากการออกมาพูดครั้งนี้ แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่แล้วในฐานะลูกจ้าง และผู้บริหารบริษัท จากนี้ก็ดูไปเรื่อยๆ หากมีอนุมัติใครทำอะไรได้ เราก็ต้องขอบ้าง"
|